"อส.1" ประกาศ ปี 44 ปิดแน่ หน่วยบรรเทาฯ เถื่อน

สืบเนื่องจากนโยบายกระจายอำนาจและหน้าที่สู่ท้องถิ่น หน้าที่ในการจัดการดับเพลิงเบื้องต้น
จึงถูกโอนจากกองตำรวจดับเพลิงมาขึ้นตรงต่อเทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)
โดยให้ผู้บริหาร ระดับจังหวัดคอยควบคุมดูแลอีกชั้นหนึ่ง เช่นเดียวกับต่างประเทศ และกอง
บังคับการตำรวจดับเพลิงก็ถูกโอนไปขึ้นกับกรุงเทพมหานคร

แต่เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่มีความพร้อม ทั้งด้านอุปกรณ์และบุคลากรในการ
ปฏิบัติหน้าที่ดับเพลิง รวมทั้งกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ มีการซ้ำซ้อนกันอยู่ ทำให้ต้องอาศัยระเบียบจากส่วนกลาง คือ นโยบายจากสำนักนายกรัฐมนตรี ซื่งต้องให้นายกรัฐมลตรีเป็นผู้ออกคำสั่งจึงทำได้

ดังนั้น งานถวายความอารักขา งานป้องกันอัคคีภัยและงานบรรเทาสาธารณภัยทั่วประเทศ จึงยังต้องอยู่ในความรับผิดชอบของ ตำรวจดับเพลิง เช่นเดิม และจะมีกฎหมายความคุยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดับเพลิงทั้งหมด และนั่นคือผลกระทบโดยตรงต่อ สมาคมอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยแห่งประเทศไทย ซื่งความคุมดูแลอาสาสมัครทั่วประเทศ จึงเป็นองค์กรสำคัญที่จะต้องตอบรับการเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้ด้วย

ณ "ศูนย์ร่มไทร" ริมคลองประปา ถนนพระราม 6 นายกสามาคมอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัย แห่งประเทศไทย พลตำรวจตรีหม่อมราชวงศ์เจตจันทร์ ประวิตร (อส.1) อดีตผู้บังคับการตำรวจดับเพลิง ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการดับเพลิงและกู้ภัยของเมืองไทยมากว่า 20 ปี เปิดเผยว่า

"เรามีสถานีตำรวจดับเพลิงเพียง 39 สถานี ซึ่งยังไม่เพียงพอ อย่างน้อยต้องมี 60-90 สถานี ทุกวันนี้ไฟไหม้ไม่ได้ลดน้อยลง เหตุยังคงเกิด แต่ที่อยู่รอดจากเหตุเพลิงไหม้ร้ายแรงมาได้ ความเสียหายน้อยลงเพราะเรายังมีอาสาสมัครอยู่ทั่วไป คอยช่วยอยู่ สมาคมอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรที่ได้รับอนุญาติให้เปิดการอบรมการบรรเทาสาธารณภัยได้ทั่วประเทศ อาสาสมัครที่ผ่านการ
อบรมแล้วจะได้รับการแต่งตั้งจาก ผู้ว่าฯ กทม. ให้เป็นเจ้าพนักงานดับเพลิงหรือเจ้าพนักงานช่วยดับเพลิง ของกรุงเทพมหานคร แต่อาสาสมัครของสมาคมฯ สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ทั่วประเทศ" อส. 1 กล่าว

"การดับเพลิงจะมีอยู่ 2 กลุ่มคือ ฝ่ายบรรเทาสาธารณภัยในเขต เทศบาล และฝ่ายบรรเทาสาธารณภัย นอกเขตนครบาลหรือในเขตต่างจังหวัด เจ้าพนักงานดับเพลิงของกรุงเทพมหานครสามารถเข้าถึงจุดที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ได้ ส่วนเจ้าพนักงานช่วยดับเพลิงไม่สามารถเข้าถึงจุดที่เกิดเหตุได้ แต่ช่วยดับเพลิงอยู่นอก ที่เกิดเหตุได้ ซึ่งเป็นการแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน ทำให้การดับเพลิงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และลดความสับสนวุ่นวายในการสั่งการลง"

อส.1 กล่าวต่อไปว่า "กองบังคับการตำรวจนครบาล และ กรุงเทพมหานคร จะกวดขันห้ามไม่ให้ หน่วยอาสาสมัครที่ขาดคุณสมบัติ ทำหน้าที่ตระเวนบริการ หรือเข้าออกในที่เกิดเหตุเพลิงไหม้อย่างเด็ดขาด โดยไม่มีการผ่อนผัน เพราะฉะนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดับเพลิงจะต้องเข้ามาร่วมกับกรุงเทพมหานคร เพื่อรับการแต่งตั้งเป็น เจ้าพนักงานดับเพลิง หรือ เจ้าพนักงานช่วยดับเพลิง ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งตามกฎหมายได้ระไว้ว่า ผู้จะรับการแต่งตั้งได้นั้น ต้องเป็นอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยที่มีสังกัดถูกต้อง

ดังนั้น สมาคมอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยแห่งประเทศไทย จึงขอเตือนให้หน่วยอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัย ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ให้รีบดำเนินการจดทะเบียนกับสมาคมภายใน มกราคมนี้ ซึ่งถ้าไม่มาดำเนินการภายในกำหนด สมาคมจะถือว่าหน่วยงานนั้น แสดงเจตนาไม่ประสงค์จะเปิดดำเนินการหน่วยปฏิบัตการอีกต่อไป"

คุณสมบัติหน่วยที่จะจดทะเบียนได้
1. มีเครื่องมือและอุปกรณ์ดับเพลิงตาม ที่สมาคม กำหนด
2.มีสมาชิกในหน่วยที่ผ่านการฝึกอบรมแล้ว ไม่ต่ำกว่า 50 คน
3.มีเครื่องมือสื่อสารและใช้ความถี่ที่สมาคมได้รับอนุญาตจากกรมไปรษณีย์โทรเลขเท่านั้น
4.ผู้บริหารและลูกหน่วยต้องมีรหัสวิทยุสื่อสารของสมาคมฯ

และหากหน่วยอาสาสมัครใดขาดคุณสมบัติ สมาคมฯ จะไม่อนุญาติให้ต่ออายุหน่วย อย่างเด็ดขาด
สมาคมฯ จะรวบรวมรายชื่อหน่วยอาสาสมัครที่ขาดคุณสมบัติ และที่แสดงเจตนาไม่ประสงค์จะเปิดดำเนิน
การทั้งหมดให้กับ กองบัญชาการตำรวจนครบาล กองบังคับการตำรวจดับเพลิง กองบังคับการตำรวจสันติบาล
กรุงเทพมหานคร กรมไปรษณีย์โทรเลข สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ และส่วนราชการอื่นๆ
ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ที่มา : นิตยสาร 100 วัตต์ ฉบับที่ 70 รายงานโดย: อิทธิกร เถกิงมหาโชค

 

 
NEXT | BACK | HOME | TOP


Copyright ©2001 fire2rescue.com All rights reserved.
and design by : egologic
 

 

back to home next news